การปลูกต้นไม้ตามวันและเวลาแบบโบราณ (ตามตำราพราหมณ์)

 

การปลูกต้นไม้ตามวันตามตำราโบราณ(คนแต่แรก)

วันอาทิตย์
ท่านให้ปลูก กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ เผือก มัน ว่านต่างๆ หรือพืชที่กินหัวหรือเง่า

วันจันทร์
ท่านให้ปลูก ต้นแมงลัก ผักกาด กวางตุ้ง คะน้า ผักบุ้ง โหระพา หรือ พืชที่ใช้ใบนำมาปรุงเป็นอาหารกิน

วันอังคาร
ท่านให้ปลูก ต้นไม้จำพวกเป็นเครือ เถาพืชเลื้อย เช่น ตำลึง แตงโม น้ำเต้า แตงร้าน ถั่วพู บวบ ถั่วฝักยาว ฟักแฟง เป็นต้น

วันพุธ
ท่านให้ปลูก ต้นไม้ที่ให้ดอกปรุงอาหาร หรือบูชาพระ เช่น ขจร ดาวเรือง พุทธรักษา จำปี จำปาดอกบัว หรือพันธุ์ไม้ดอก ทุกประเภท

วันพฤหัสบดี
ท่านให้ปลูก ต้นไม้ที่ให้ฝัก และรวง เช่น ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ข้าวโพด มะรุม เพกาเป็นต้น

วันศุกร์
ท่านให้ปลูก ต้นไม้ที่ให้ผลทุกชนิดเช่น มะนาว มะพร้าว มะม่วง ส้มทุกชนิด ทุเรียน ฝรั่ง ละมุด ลางสาด ลิ้นจี่ ทับทิม กล้วย เป็นต้น

วันเสาร์
ท่านให้ปลูก ต้นไม้ยืนต้นที่ใช้เนื้อไม้ การปลูกไม่ป่า และไม้ให้คุณทั่วไป เช่น ไม้สัก พะยุง ไม้จันทน์ เป็นต้น


ส่วนการเลือกเวลาปลูกตามแบบโบราณ(คนแต่แรก)มีดังต่อไปนี้ คือ.

ปลูกตอนเช้า ท่านว่า ปลูกเอาผล

ปลูกตอนสาย ท่านว่า ปลูกเอาลำต้น

ปลูกตอนสายงายแก่ๆ ท่านว่าปลูกเอาใบ

ปลูกตอนเย็น ท่านว่า ปลูกเอาเง่าและหัว

 

 

พราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์

 

Pin It

ใน พ.ศ. 1830 ราชวงศ์ศรีธรรมโศกราช (ปัทมวงศ์) ปกครองอาณาจักรนครศรีธรรมราชอยู่ร้อยกว่าปีก็ได้ล่มสลายลงจากโรคห่าระบาดและสงครามกับพวกชวา สมัยท้าวอู่ทองแห่งอโยธยาที่ได้สถาปนาเป็นพระญาติกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้ส่งพระราชโอรสและไพร่พลจากเมืองพริบพรีมาฟื้นเมืองเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองบริวารใหม่ และได้สถาปนาราชวงศ์ศรีธรรมโศกราชมาอีกครั้งที่มีเชื้อสายจากท้าวอู่ทองแห่งอโยธยา ในต้นพุทธศตวรรษที่ 19

สมัยนั้นมีพระเจ้าแผ่นดินชื่อว่า พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา เป็นพระมหากษัตริย์นครศรีธรรมราช ในสมัยนั้นศาสนาพราหมณ์ยังมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีการตั้งชุมชนพราหมณ์ขึ้นมากมาย ในหลายสถานที่รอบรายเมืองนครศรีธรรมราช สมัยนั้นพระมหากษัตริย์เมืองนครทรงแต่งตั้งหัวหน้าพราหมณ์ผู้ดูแล สถานพระนารายณ์ และสถานพระอิศวร และเป็นผู้ดูแลชุมนุมพราหมณ์ทั้งหลายรอบรายเมืองนคร

หัวหน้าพราหมณ์ 2 ท่านคือ

ออกพระศรีราชโภเบนทร์นรินทร์ภักดีศรีอาคมชุมนุม  (หลวงผแดงศรีกาเกียสเภาลักจัน)

ออกพระธรรมนารายน์เวทภักดีศรีรัตนโกษา  (หลวงผแดงธรรมนารายน์)

พราหมณ์ปู่และพราหมณ์พ่อของพราหมณ์อ่ำ เป็นหลิน (เชื้อสาย)ของ ออกพระศรีราชโภเบนทร์นรินทร์ภักดีศรีอาคม (หลวงผแดงศรีกาเกีย สเภาลักจัน) ซึ่งบรรพบุรุษ มาจากเมืองรามราช (เมืองพาราณสี)

       พราหมณ์อ่ำ ชุมธรรม

บรรพบุรุษได้เดินทางมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 12 และสืบสายพราหมณ์มาไม่เคยขาดสายตลอดชั่ว 16 บรรพบุรุษ แม้จะหมดยุคของกษัตริย์เมืองนครแล้วแต่บรรพบุรุษของพราหมณ์อ่ำก็ยังบวชพราหมณ์สืบสายมาจนถึงพราหมณ์ปู่และพราหมณ์พ่อของพราหมณ์อ่ำ มาถึงสมัยที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองในนครศรีธรรมราช รุ่งเรืองมากจนได้รับขนานนามว่าเป็นเมืองพระ มีวัดวาอารามมากมาย จนถึงสมัยนี้มีจำนวนวัดทั้งหมด 84 วัด ยังไม่รวมวัดที่ร้างไปอีกจำนวนมาก มาถึงยุคที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองสุดขีด พวกพราหมณ์ทั้งหลายไม่มีงานพิธีกรรม บ้างก็ทำเกษตรกรรม บ้างก็ค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ได้เชิญพราหมณ์จากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไปอยู่ราชธานีเพื่อประกอบพิธีหลวง แต่ตระกูลของพราหมณ์อ่ำไม่ได้ไปเป็นพราหมณ์หลวงรับใช้ราชสำนักแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  พราหมณ์อ่ำได้เปลี่ยนนามสกุลจาก อาคมชุมนุม (นามสกุลเดิมตั้งแต่สมัยออกพระศรีราขโภเบนทร์นรินทร์ภักดี ศรีอาคม เปลี่ยนมาเป็น ชุมธรรม (ประชุมธรรม) เนื่องจากอยู่แต่กับวัดวาอารามพราหมณ์พ่อของพราหมณ์อ่ำจึงมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นคุณพ่อของพราหมณ์อ่ำ ก็ได้ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยการปั้นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตามวัดวาอารามต่างๆและได้ประกอบพิธีตามวัดวาอารามและพิธีตามพื้นบ้านเพื่อเลี้ยงชีพ จนได้สืบทอดมาจนถึงรุ่นพราหมณ์อ่ำ

Pin It

ตำนานพราหมณ์เมืองนคร

 

 

 

 

 

 

Pin It

ตำนาน หัวนะโม
ตำนาน หัวนอโม
ประวัติ หัวนอโม
ประวัติ หัวนะโม


 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เจ้าแห่งอาณาจักรตามพรลิงก์ ผู้ตั้งเมืองนครศรีธรรมราช จากชุมชนเดิมซึ่งมีชื่อเรียกว่า ตามพรลิงก์ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 17-18 ตามตำนานของจังหวัดนครศรีธรรมราชได้กล่าวว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงพระนามเดิมว่า "อโศก" เป็นชาวอินเดียที่มีความเลื่อมใสในศาสนาพราหมณ์ จึงทำให้ภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในศาสนาพราหมณ์เป็นที่แพร่หลายในเมืองนครศรีธรรมราช พระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของนครศรีธรรมราชโบราณ และได้เป็นผู้สร้างบ้านแปลงเมืองให้เป็นอาณาจักรสำคัญได้ทรงสร้างเมือนครศรีธรรมราชขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1098 โดยสร้างกำแพงป้อมปราการโดยรอบทั้งชั้นนอกชั้นใน ทำให้นครศรีธรรมราชเป็นมหานครใหญ่และมีอำนาจมาก มีเมืองขึ้น 12 หัวเมืองเรียกว่าเมือง 12 นักษัตร ตั้งอยู่โดยรอบพระราชอาณาเขต โดยกำหนดให้ใช้สัตว์ประจำปีเป็นตราเมืองแต่ละเมือง
  ในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้เกิดโรคห่าระบาดในบริเวณภายในกำแพงเมืองหลายครั้งพระองค์จึงต้องอพยพประชากร หนีโรคภัยออกจากเมืองหลายครั้งตามหลักฐานได้ปรากฎว่าหนีมาที่ลานสกาและสถานที่ประทับก็คือ วังโบราณมีลานกว้างมากมีแท่นหินใหญ่เป็นที่ประทับ พระองค์ชอบให้บริวารนำเอาลูกสกามาทอด (การโยนหยอด) ลงหลุมบนลานกว้างนั้นซึ่งมีต้นอินต้นจันทน์ และต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก (ที่ได้ชื่อว่าอำเภอลานสกาเพราะพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้มาทอดลูกสกาบนลานกว้างนี้เอง จึงเป็นที่มาของการตั้งชื่อ อำเภอลานสกา จนมาถึงปัจจุบัน
  ตอนที่พระองค์ประทับอยู่ที่ลานสกา พระองค์ได้คิดวิธีแก้ไข้ห่า โดยการประชุมชุมนุมพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงเวทวิทยาอาคมแก่กล้าในสมัยนั้น ทั้งพราหมณ์ที่ตามพระองค์มา และพราหมณ์อันเป็นบรรพบุรุษพราหมณ์ที่ลานสกาในสมัยก่อน ได้เรียกปรอท และนำว่านยา ธาตุกายสิทธิ์ทั้งหลาย พร้อมทั้งปรอทมาหุงขัดยา เพื่อทำเป็นหัวนอโม หรือหัวนะโม หว่านทั่วเมือง และรอบกำแพงเมืองนครเพื่อขจัดโรคห่าให้หมดไป เมื่อโรคห่าซึ่งเป็นโรคระบาดในสมัยนั้นได้หมดไปจากเมืองนครด้วยอำนาจของหัวนอโม และมนตราพระเวทศักดิ์สิทธิ์ของพวกพราหมณ์ทั้งหลาย พระองค์จึงเสด็จประทับที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นการถาวร ปัจจุบันสถานที่ตรงนั้นเป็นวัด ชื่อว่าวัดน้ำรอบแต่ต่อมาได้ย้ายวัดมาที่สถานที่ใหม่เนื่องจากสถานที่เก่าคับแคบ แต่ต่อมาในปี2510 ได้บูรณะขึ้นมาใหม่ได้มีการนำพระพุทธรูปจำลององค์ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช มาประดิษฐานที่นี่ด้วยในปี 2514 เพื่อเตือนใจว่าที่นี่เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช
คำว่า นอโม หรือ นะโม มาจากคำว่า “นมะ” หรือ “นมัส” เป็นคำที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงออกถึงความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า ส่วนสัญลักษณ์ของนะโมในตอนนั้นคืออักษรปัลลวะทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งเป็นอักษรและอักขระที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นต้นแบบของภาษาขอมอันศักดิ์สิทธิ์ของเขมรลัทธิไศวนิกาย
  ตัวอย่างนะโม หรือนอโม เป็นอักษรหรืออักขระนำหน้าเสมอในการบูชาพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ นี้เป็นตัวอย่างอักษรศิลาจารึกหุมเขาช่องคอย ซึ่งมีคำว่า นะโม นำหน้า แต่พราหมณ์นครในสมัยโบราณ มักจะท่องว่า นอโม

คำแปลศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยอักษรปัลวะ

บรรทัดที่  1 นโม สตุ ตไสฺม     ปตเย วนานัง

ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งป่า (พระศิวะ)

บรรทัดที่  2 นโมสตุต ไสฺม      ปตเย สุราณาม

ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งเทพทั้งมวล (พระศิวะ)

บรรทัดที่  3 ปฺโยชนาจฺฉิวนมา    คตาเสฺต

ชนทั้งหลายผู้เคารพต่อ (พระศิวะ)

บรรทัดที่ ๔ ทาตวยมิตฺยตร   ภวทฺภิเรภยะ

อันท่านผู้เจริญ (พระศิวะ) นี้จะพึงให้มีอยู่ในที่นี้จึงมาเพื่อประโยชน์(นั้น)

 

บทความโดย พราหมณ์พิธี พราหมณ์ธวัชชัย วิภีษณพราหมณ์
 

 

 

 

Pin It

ศาสนาพราหมณ์ในสมัยอยุธยา
พราหมณ์ : ศาสนาพราหมณ์ในสมัยอยุธยา

เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ ๑ (พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๑๒) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในปี พ.ศ. ๑๙๘๓ ทรงได้รับเอาวัฒนธรรมของขอมเข้าไว้ด้วย เช่น ระบบการปกครองที่แบ่งออกเป็น ๔ ส่วนคือ เวียง วัง คลัง นา หลักการปกครองแบบนี้เป็นหลักการที่ยอมรับว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทวราชา และมีพราหมณ์ในราชสำนักทำหน้าที่อภิบาลองค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะที่พระมหากษัตริย์เป็นมหาจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว เป็นสมมติเทพเทียบเท่าเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งถือว่าเป็นพระราชพิธีที่สำคัญที่สุด ที่ถือว่า ผู้ที่เข้าพิธีนี้แล้วจะเป็นกษัตริย์โดยชอบธรรม เป็นผู้ซึ่งใช้พระบรมราชโองการได้เต็มอำนาจ เป็นเจ้าแห่งแผ่นดินและประชาชนทั้งปวง ผู้ที่ประกอบพิธีพระบรมราชภิเษกได้ก็คือพราหมณ์เท่านั้น   ด้วยเหตุนี้ในสมัยอยุธยา  พราหมณ์จึงมีความสำคัญมากในราชสำนัก  และเป็นผู้ที่รับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์
                เมื่อพระเจ้าอู่ทองทรงเลือกตำบลหนอกโสนเป็นที่ตั้งแห่งราชธานีแห่งใหม่ ทรงให้พราหมณ์ประกอบพิธี พระราชพิธีกลบบัฏสุมเพลิง (กลบบัตรสุมเพลิง) ถือว่าเป็นพิธีอวมงคล เพื่อทำการล้างสิ่งไม่ดีให้ออกไปจากแผ่นดินก่อนจะมีการตั้งราชธานี และเป็นการปักเขตราชวัตรกำหนดอาณาเขตการสร้างกรุงตามลัทธิพราหมณ์ นี้ดังนี้

                “ศุภมัสดุศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก วันศุกร์  เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ เพลา สามนาฬิกาเก้าบาท สถาปนากรุงพระมหานครศรีอยุธยา ชีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลปบาตร ได้สังข์ทักษิณวัตรได้ต้นหมันขอนหนึ่ง และสร้างพระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไพธยนต์มหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระเจ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาครองราชย์สมบัติ...”(ศิลปากร, กรม, ๒๕๑๔ : ๑)

                ไม่มีรายละเอียดเรื่องพิธีกลบบัตรสุมเพลิง เข้าใจว่าคือ พิธีวางหลักเมืองในลักษณะฝังแผ่นบัตรลงไป (สุภาพรรณ ณ บางช้าง. ๒๕๓๕ : ๕๑)
                ในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมราชาที่ ๒ (พ.ศ. ๑๙๖๗ – ๑๙๙๑) กองทัพกรุงศรีอยุธยาสามารถตีนครหลวงของเขมรได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยตีได้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ในการตีเขมรครั้งนี้ ได้กวดต้อน เจ้านาย ขุนนาง ประชาชน ทรัพย์สมบัติต่าง ตลอดจนพรามหมณ์ในพระราชสำนักเข้ามาในอยุธยา จึงปรากฏร่องรอยอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ในราชสำนัก ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีในราชสำนักด้วย
                ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนานาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) ทรงได้ตราพระราชอำนาจของกษัตริย์ตลอดจนหลักปฏิบัติเกี่ยวกับพระองค์เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏในรูปแบบกฎมณเฑียรบาลอีกทั้งยังจัดระเบียบการปกครองและสังคมโดยตราพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนและนาทหารหัวเมือง ทรงได้กำหนดภาระหน้าที่ของพราหมณ์ไว้ดังนี้          

              “อนึ่งการอายัดมหาราชครู พระราชครู พระอาลักษณ พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ พระศรีศักดิ์ ให้กำหนดราชประเพนีโดยขบวนโบราณ และให้ถือกำหนดพิทธีโดยดำหรับสาตราเวท มีทวาทโศศกโสฬศกรรมเปนต้น แลปัถมพิเศก ราชาภิเศก อินทราภิเศก สังครามาภิเศก อาจาริยาภิเศก แลการภิเศกโดยสารทดำหรับทังปวง...”  (กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑, ๒๕๔๘ : ๙๓ - ๙๔)

              กล่าวคือ  พราหมณ์มีหน้าที่เป็นปุโรหิต  ให้คำปรึกษาราชการ  เป็นครูผู้สอนศิลปวิทยาการ  เป็นโหราจารย์ถวายคำพยากรณ์และถวายพระฤกษ์ในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ  และเนื่องจากพราหมณ์เป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พระธรรมศาสตร์  พราหมณ์ราชสำนักในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงมีหน้าที่เป็นผู้พิจารณาชี้ตัวบทกฎหมายในคดีต่างๆ  แต่ไม่มีอำนาจในการบังคับคดี  พราหมณ์เหล่านี้เรียกว่า  ลูกขุน  ณ  ศาลหลวง  มีทั้งสิ้น  ๑๒  คน  โดยมีพระมหาราชครูปุโรหิต  และพระมหาราชครูมหิธรเป็นหัวหน้า
                พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนในกฎหมายตราสามดวง (๒๕๔๘ : ๑๕๗ – ๑๕๙) ได้กำหนดตำแหน่งพร้อมศักดินาของพราหมณ์ไว้ดังนี้

ตำแหน่งพราหมณ์ในศาล
-       พระมหาราชครูพระครูมหิธรธรรมราชสุภาวดีศรีวิสุทธิคุณวิบูลธรรมวิสุทธิพรม จาริยาธิบดีศรีพุทธาจารย
        นา ๑๐๐๐๐
-       พระราชครูพระครูพิเชดษราชธิบดีศรีษรคม นา ๕๐๐๐
-       พระธรรมสารทราชโหระดาจารย ปลัดมหิธร นา ๓๐๐๐
-       พระอัฐยาปรีชาธิบดีโหระดาจารย ปลัดพระครูพิเชด นา ๓๐๐๐
-       พระญาณประกาษอธิบดีโหระดาจารย์        นา ๓๐๐๐
-       พระศรีสังกอรอธิบดีโหระดาจารย์ นา ๓๐๐๐
-       ขุนไชยอาญามหาวิสุทธิปรีชาจารย์  นาคล ๑๕๐๐
-       ขุนจินดาพิรมยพรมเทพวิสุทธิวงษาจารย์ นาคล ๑๕๐๐
-       พระมหาราชครูพระราชประโรหิตาจารย์ราชสุภาวดีศรีบรมหงษองคบุริโสดมพรหมญาณวิบุลสิลสุจริตวิวิทธเวทยพรหมพุทธาจารย์ นา ๑๐๐๐๐
-       พระราชครูพระครูพิรามราชสุภาวดีตรีเวทจุทามะณีศรีบรมหงษ์ นา ๕๐๐๐
-       พระเทพราชธาดาบดีศรีวาสุเทพ ปลัดพระราชครูประโรหิต นา ๓๐๐๐
-       พระจักปานีศรีสิลวิสุทธิ ปลัดพระราชครูพิราม นา ๓๐๐๐
-       พระเกษมราชสุภาวดีศรีมณธาดุลราช เจ้ากรมแพ่งเกษม นา ๓๐๐๐
-       ขุนสุภาเทพ ๑ ขุนสุภาพาน ๑ ปลัดนั่งศาล นาคล ๔๐๐๐
-       ขุนหลวงพระไกรศรีราชสุภาวดีศรีมณธาดูลราช เจ้ากรมแพ่งกลาง นา ๓๐๐๐
-       ขุนราชสุภา ๑ ขุนสุภาไชย ๑ ปลัดนั่งศาล นาคล ๔๐๐

ตำแหน่งพราหมณ์ผู้ประกอบพระราชพิธี
-        พระครูพระราชพิทธี จางวาง นา ๑๐๐๐
-        พระครูอัศฎาจารย์ เจ้ากรม นา ๘๐๐๐
-         หลวงราชมณี ปลัดกรม นา ๖๐๐
-         ขุนพรมไสมย ครูโล้ชิงช้า นา ๔๐๐
-         ขุณธรรมณะราย สมุบาญชีย นา ๓๐๐
-         ขุนในกรม นา ๓๐๐
-         หมื่นในกรม นา ๒๐๐
-          พราหมเลวรักษาเทวสถาน นาคล ๕๐

ตำแหน่งพราหมณ์กรมคชบาล
-           พระอิศวรธิบดีศรีสิทธิพฤทธิบาท จางวาง นา ๑๐๐๐
-           หลวงสิทธิไชยบดี เจ้ากรม นา ๘๐๐
-           หลวงเทพาจาริย รองพระตำรับขวา นาคล ๖๐๐
-            หลวงอินทฦๅไชยไชยาธิบดีศรียศบาท รองพระตำรับซ้าย นาคล ๖๐๐
-            ขุนในกรมพฤทธิบาท นา ๓๐๐
-            หมื่นในกรมพฤทธิบาท นา ๒๐๐
-            ประแดงราชมณี นา ๒๐๐

                ความสำคัญของพราหมณ์เห็นได้จากการกำหนดศักดินาให้แก่พระมหาราชครู  ซึ่งมีอยู่  ๒  ตำแหน่ง  คือ  พระมหาราชครูพระครูมหิธรธรรมราชสุภาวดีศรีวิสุทธิคุณวิบูลธรรมวิสุทธิพรมจาริยาธิบดีศรีพุทธาจารย  เป็นพระมหาราชครูฝ่ายลูกขุน  ณ  ศาลหลวง  และพระมหาราชครูพระราชประโรหิตาจารย์ราชสุภาวดีศรีบรมหงษองคบุริโสดมพรหมญาณวิบุลสิลสุจริตวิวิทธเวทยพรหมพุทธาจารย  ซึ่งเป็นพระมหาราชครูฝ่ายพราหมณ์ปุโรหิตทั้งสองตำแหน่งมีศักดินา  ๑๐,๐๐๐  เท่ากัน  ซึ่งเทียบเท่ากับ  ออกญา  หรือ  พระยา  ตำแหน่งสูงสุดของเสนาบดีชั้นสูงของสมัยอยุธยาเลยทีเดียว
                ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) นอกเหนือจากการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแล้ว ยังถือว่าเป็นยุคแห่งการเผยแพร่ศาสนาต่าง ๆ ในอยุธยาด้วย เนื่องจากพระองค์ทรงมีขันติธรรมทางศาสนา ไม่กีดกันนักสอนศาสนาต่าง ๆ มีการพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างศาสนาสถานต่าง ๆ มากมายทุกศาสนากับนักบวช ที่ขอเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมพาน สำหรับศาสนาพราหมณ์ถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุด สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าให้ทำการหล่อเทวรูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ขึ้นหลายองค์ดังปรากฏในพงศาวดารว่า

                “...ในเดือนยี่ปีวอกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวบำเพ็ญพระราชกุศลนานาประการ แล้วให้หล่อรูปพระอิศวรเป็นเจ้ายืนสูงศอกคืบมีเศษพระองค์หนึ่ง รูปพระศิวาทิตย์ ยืนสูงศอกมีเศษพระองค์หนึ่ง รูปหระมหาวิฆเนศวรพระองศ์หนึ่ง รูปพระจันทราทิศวรพระองค์หนึ่ง และรูปพระเจ้าทั้งสี่พระองค์นี้สวมทองนพคุณ และอาภรณ์ประดับนั้นถมยาราชวดีประดับแหวนทุกพระองค์ ไว้บูชาสำหรับการพระราชพิธี...ครั้นปีระกา นพศก  พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาจักรี ให้แต่งโรงพระราชพิธีพรหม และชมรมสำหรับการพระราชพิธีทั้งปวงในทะเลหญ้าตำบลพระเนียด และทรงพระกรุณาตรัสให้หล่อพระเทวกรรมทองยืน สูงศอกหนึ่งหกหุ้มด้วยเนื้อเจ็ดแล้วพระเครื่องอาภรณ์นั้นถมราชวดี ประดับด้วยแหวนไว้สำหรับการพระราชพิธีคชกรรม...แล้วก็ตรัสให้หล่อพระบรมกรรมพระองค์หนึ่งสูงสี่ศอกทั้งฐานแล้วภิเษกเสร็จ ก็ให้รับไปประดิษฐาน ไว้ในอารามพระศรีรุทรนาถตำบลชีกุล แล้วตรัสให้หล่อพระเทวกรรมพระองค์หนึ่งสูงประมาณสี่ศอกไว้ในเทวกรรม...”  (ศิลปากร, กรม, ๒๕๑๖ : ๔๒ - ๔๖)

                ศาสนาพราหมณ์และพราหมณ์ในสมัยอยุธยานับว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั่งแต่ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบพิธีการในสร้างเมือง พระราชพิธีสถาปนาบุคคลเป็นพระมหากษัตริย์สมมติเทพตามคติพราหมณ์ ปรากฏในสมัยอยุธยา ๗ พระราชพิธีคือ พระราชพิธีราชาภิเษก พระราชพิธีปราบดาภิเษก พระราชพิธีสงครามภิเษก พระราชพิธีอินทราภิเษก พระราชพิธีบุษยาภิเษก พระราชพิธีจาริยาภิเษกหรือพระราชพิธีอาจาริยาภิเษก และพระราชพิธีปถมาภิเษก (สุภาพรรณ ณ บางช้าง, ๒๕๓๕ :  ๙๗ – ๙๘) อีกทั้ง พระราชพิธีเกี่ยวกับวงจรชีวิต พระราชพิธีประจำเดือนหรือที่เรียกว่าพระราชพิธีสิบสองเดือน (รายละเอียดเกี่ยวกับพระราชพิธีสิบสองเดือนดูในภาคผนวก ข.)  พราหมณ์ทำหน้าที่ปรึกษา เป็นปุโรหิต ทำนายผลสงคราม ทำนายฟ้าฝน ความอุดมสมบูรณ์ ทำนายฝันลางบอกเหตุ เป็นพระอาจารย์สั่งสอนศิลปวิทยาต่าง ๆ ถวายแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์  พิธีทางคชกรรม  ทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมาย ฯลฯ นับว่าศาสนาพราหมณ์ในยุคที่เจริญถึงขีดสุด พราหมณ์ได้รับการยกย่องนับหน้าถือตาจากผู้คนทุกระดับไปทั่วทุกหัวเมือง  พราหมณ์ยังได้รับการยกย่องจากพระมหากษัตริย์ทุกประองศ์โดยมีเงินเดือนประจำและไม่ต้องเสียภาษี

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
อ้างอิง
กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑. แก้ไขปรับปรุงใหม่ ๒๕๔๘. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. ๒๕๔๘.
ศิลปากร, กรม. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพันรัตน์ วัดพระเชตุพน. พิมพ์ครั้งที่ ๔.พระนคร : กรมศิลปากร. ๒๕๑๔.
__________. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒. กรุงเทพฯ :กรมศิลปากร. ๒๕๑๖.
สุภาพรรณ ณ บางช้าง. “ขนบธรรมเนียมประเพณี : ความเชื่อและแนวการปฏิบัติในสมัยสุโขทัยถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง .” โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์. ๒๕๓๕.

Pin It